วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

“วันนอร์-ทวี สอดส่อง” ย้ำจุดยืนพรรคประชาชาติ ชูการเมืองสีขาว-ไม่พึ่งทุนสีเทา ชูพรรคประชาชาติ พื้นที่แห่งพหุวัฒนธรรม ย้ำภารกิจ “สร้างคน” เพื่ออนาคตประเทศ

(9 มกราคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, รศ.ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชาติ, นายวรวีร์ มะกูดี แกนนำพรรคประชาชาติ และคณะ ลงพื้นที่ พบปะผู้นำศาสนาและประชาชน พื้นที่เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ณ ซอยผดุงพันธ์ 29 ถนนผดุงพันธ์ แขวงหนองจอก โดยมี นายภักดี มะแอ อุปนายกสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจย์ภาคใต้ นำกลุ่มมวลชนและผู้ศาสนาในพื้นที่ให้การต้อนรับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ขึ้นกล่าวกับมวลชนที่เดินทางมาในวันนี้ เน้นย้ำความสำคัญของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยเชิญชวนประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เพื่อให้ได้คนดีมาทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของสังคมและบ้านเมือง




[การเลือกตั้งคือภารกิจของทุกคน]

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ระบุ ประชาชนทุกคนมีหน้าที่สำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีบัตร 2 ใบ คือเลือก สส. เขต และเลือก สส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ไว้วางใจ ทั้งนี้ พรรคประชาชาติส่งผู้สมัคร สส. เขต เพียง 15 เขต ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก และเน้นการส่ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ให้คนทั้งประเทศได้ร่วมสนับสนุน พร้อมชี้แจงสาเหตุที่ไม่ส่งครบทุกเขตเนื่องจากเป็นพรรคที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ก็มีจุดยืนชัดเจนเรื่อง “ทุนสีขาว”

"การทำพรรคการเมืองต้องใช้ทุน แต่เราเน้นทุนสีขาวที่สะอาด เราไม่เอาทุนสีเทาหรือเกือบดำ เพราะเป้าหมายของเราคือการปกป้องความถูกต้อง ป้องกันศาสนา ดูแลการศึกษา และปกป้องทุกชาติพันธุ์" นายวันนอร์ กล่าว

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของพรรคที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์วิถีชีวิตและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มพี่น้องมุสลิม ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้าน โดย ระบุว่าพรรคประชาชาติยึดถือแนวทาง “ประชาชาติสร้างคน” โดยเน้นการลงทุนในเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด พร้อมชู 3 นโยบายหลัก ได้แก่ 1.)การเงินปลอดดอกเบี้ย มุ่งสร้างระบบการเงินที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน 2.)ระบบสังคม เศรษฐกิจ และอาหารฮาลาล: ผลักดันให้เรื่องฮาลาลเป็นกลไกสำคัญในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่รวมถึงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจภาพรวม 3.)การลดความเหลื่อมล้ำ: ผ่านการส่งเสริมการบริจาคและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง


[“สร้างคน” คือการสร้างชาติ]

หัวหน้าพรรคประชาชาติ ย้ำว่า การดูแลเด็กตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเปรียบเทียบกับหลักศาสนาอิสลามที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กกำพร้าและการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ “เราต้องการสร้างผู้ใหญ่ที่สมองเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่สมองเป็นเด็กมาบริหารประเทศ” พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ลงพื้นที่ วัดประชุมชลธารา จังหวัดนราธิวาส ชูแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ชี้ ความร่วมมือของประชาชนในวันนี้คือสัญญาณบวกด้านสันติภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก วัดประชุมชลธารา ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงทิศทางการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า ภาพความร่วมมือของประชาชนในวันนี้คือสัญญาณบวกด้านสันติภาพที่เริ่มจากฐานราก อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีความซับซ้อนเกินกว่ามิติยาเสพติดหรือความยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างทางกฎหมาย”

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เสนอแนวคิดว่า ในสภาวะที่การยกเลิกกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังมีความเห็นต่างในสังคมสูง ทางออกที่ทำได้จริงคือการ “ปฏิรูปกฎหมาย ศอ.บต.” 

"เรามีแนวคิดว่า แทนที่จะสร้างกฎหมายใหม่ที่ตกลงกันยาก เราควรนำ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีอยู่เดิม มาทำการแก้ไขและปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง“ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว


นอกจากประเด็นกฎหมายความมั่นคง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังได้เชื่อมโยงถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหยิบยกสถิติการลงประชามติเมื่อปี 2559 มาเป็นบทเรียนสำคัญ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า "เมื่อปี 2559 จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากปัตตานี วันนี้เราทดลองใช้มาเกือบ 10 ปีแล้ว ถึงเวลาที่ต้องมาดูว่าทัศนคติของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างไรต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น" 

การลงพื้นที่วัดประชุมชลธารา ของหัวหน้าพรรคประชาชาติในครั้งนี้ เป็นความพยายามในการสื่อสารทางการเมืองผ่านกิจกรรมพหุวัฒนธรรม เพื่อชี้ให้เห็นว่า "ศูนย์รวมจิตใจ" อย่างสามารถลดกำแพงความขัดแย้งได้ และรัฐควรนำโมเดลการยอมรับความแตกต่างนี้ไปใช้ในระดับนโยบายและการแก้ไขกฎหมายในอนาคต



วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ชี้ ประชามติต้องโปร่งใส-ประชาชนต้องมีส่วนร่วม

(วันที่ 4 มกราคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรม อมารี กรุงเทพ ประตูน้ำ ว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมาประชุมภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ครั้งที่ 1/2569 ในหัวข้อ: “โครงการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ” โดยความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคมกับพรรคการเมือง นำโดย นายโคทม อารียา ในนามภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ณ ห้องประตูน้ำ ชั้น 7 ก่อนจะมีการแถลงข่าวและแถลงผลการประชุมต่อสื่อมวลชน ณ ห้องบุรีรมย์ ชั้น 5 ในเวลา 16.00 น.

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าทุกพรรคการเมืองที่มาร่วมในวันนี้ มีมติเห็นพ้องต้องกันในการสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน


พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ให้ความสำคัญเรื่องการจะทำอย่างไรให้การทำประชามติเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำเรื่อง 1)การเข้าถึงข้อมูล: ประชาชนต้องไม่ขาดข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ 2) เสรีภาพ: กระบวนการทำประชามติจะต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่มีเสรีภาพในการแสดงออก 3.)การมีส่วนร่วม: เรียกร้องให้ทั้งนักวิชาการ และทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีบทบาทในกระบวนการนี้ เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 35 วัน ก่อนจะถึงวันลงคะแนน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้กล่าวถึงบทเรียนจากอดีตและพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยได้ยกตัวอย่างสถิติการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 (ฉบับปี 2559) โดยระบุว่าในพื้นที่จังหวัดปัตตานี เป็นจังหวัดที่ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมากที่สุด ตามด้วยนราธิวาส และยะลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แตกต่างในพื้นที่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่การทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ประชาชนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาอย่างแท้จริง


"ปัญหาสำคัญคือจะทำอย่างไรให้กระบวนการนี้ ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและมีเสรีภาพ เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง" - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว











วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

"วันนอร์-ทวี" ประชุมพรรคประชาชาติ นำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง '69


(วันที่ 16 ธันวาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ว่าเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ พร้อมด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคประชาชาติ และคณะกรรมการบริหารพรรค ประชุมร่วมกัน ในวาระต่าง ๆ อาทิ วาระเรื่องการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ฯลฯ โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรคในจังหวัดชายแดนใต้เข้าร่วมประชุมออนไลน์อย่างพร้อมเพรียง เพื่อหารือสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ได้กล่าว ขอบคุณ อดีต สส. , คณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคทุกคน ที่ทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า พรรคประชาชาติ ของเรายังอยู่


ขณะที่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวในที่ประชุมโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมพลังในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชาติพร้อมประกาศตัวเป็น "พรรคหลัก" ของประเทศ ซึ่งคำว่าพรรคหลักในที่นี้ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขของผู้แทนฯ ที่มีจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่เป็น "หลัก" ในสถาบันนิติบัญญัติตลอด 2 สมัยที่ผ่านมา


"ในระบอบนิติบัญญัติปัจจุบัน ที่ผ่านมาพรรคประชาชาติได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส.ส. ของพรรคทุกคนได้ทำหน้าที่เป็นหลักให้กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะท่านอาจารย์วันนอร์ที่ได้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ อย่างสมเกียรติ" พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กล่าว

ในที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงวาระสำคัญในการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานพรรคเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามกฎหมาย เตรียมพร้อมขับเคลื่อนพรรคสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้อุดมการณ์ "เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน"

นอกจากนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ยังได้กล่าวปลุกพลังสมาชิกพรรคให้ร่วมกันสร้างพรรคประชาชาติให้เป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่ยั่งยืน ข้ามพ้นวัฏจักรเดิมๆ ของการเมืองไทย โดย กล่าวเน้นย้ำถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่พรรคประชาชาติต้องก้าวข้ามไปให้ได้ โดยระบุว่า หากพรรคสามารถผ่านจุดนี้ไปได้ พรรคประชาชาติจะไม่ใช่แค่พรรคการเมืองธรรมดา แต่จะกลายเป็น "สมบัติที่แท้จริงของประชาชน" และเป็นความรู้สึกร่วมของพี่น้องประชาชนทุกคนที่ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวกันมา


















วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เร่งแก้ปัญหาป่าทับคน! พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เดินหน้า กมธ.ฯ นิรโทษกรรมผลกระทบจากนโยบายที่ดินและป่าไม้ฯ เตรียมลงพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชน จังหวัดภูเก็ต-นราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ห้องประชุม CA308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, หัวหน้าพรรคประชาชาติ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เดินทางมาประชุมในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราช บัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ โดย บรรยากาศของการประชุมฯ เป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ คณะกรรมาธิการฯ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ได้แสดงความคิดเห็นในรายมาตราอย่างหลากหลาย และเป็นประโยชน์

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ประธานการประชุมฯ เปิดเผยความคืบหน้าของการประชุมฯ ว่า จากการที่ได้เข้ามารับหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ที่ได้ประชุมกันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงในขณะนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ มีแผนที่จะนัดประชุมรับฟังความเห็นเพิ่มเพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้สูงสุด เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่จะเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สามัญประจำปีครั้งที่ 2)


ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดการประชุมอีกครั้ง ในวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ CA 308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการฯ จะมีการรับฟังความเห็นภาคประชาชนและแนวทางการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ จังหวัดภูเก็ต


และในวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568 คณะกรรมาธิการฯ จะเดินทางไปประชุมหารือร่วมกันกับประชาชน เกี่ยวกับการแก้แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน รวมทั้งรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฯ ในพื้นที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ตามลำดับ










วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นำ กมธ.นิรโทษกรรมที่ดินฯ ลงพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านกว่า 300 คน ร่วมแสดงความเห็น-หวังคลี่คลายความขัดแย้ง

(15 พฤศจิกายน 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศาลาประชาคมบ้านไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมคณะ ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนในพื้นที่



การประชุมฯ ในวันนี้ นายกีรติวัฒน์ ธีระวัฒนา ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทนนายอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้กล่าวรายงานและนำกล่าวต้อนรับคณะฯ โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่กว่า 300 คน เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และเข้มข้น ตัวแทนชาวบ้านได้ยื่นหนังสือให้กับ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง และคณะกรรมาธิการฯ เพื่อสะท้อนปัญหาที่ได้รับผลกระทบ


[ตั้งเป้าเสนอกฎหมายเข้าสภาฯ 12 ธันวาคมนี้]


ภายหลังการประชุม พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการพิจารณาร่างกฎหมายว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ประชุมกันอย่างต่อเนื่อง และมีแผนที่จะนัดประชุมรับฟังความเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้สูงสุด และเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม


"คณะกรรมาธิการฯ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเสนอร่างกฎหมายนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และวาระ 3 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่จะมีการเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สามัญประจำปีครั้งที่ 2)" - พ.ต.อ. ทวี กล่าว


[เน้นย้ำหลักการ "อยู่ก่อนมีสิทธิ์" หยุดการดำเนินคดี]


พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเหตุผลที่เลือก อ.วังน้ำเขียวในการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า ต้องการดูพื้นที่จริงเพื่อให้กฎหมายที่จะออกมาสามารถให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายได้ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะครอบคลุมประชาชน 2 กลุ่มใหญ่


1.) กลุ่มผู้ได้รับการผ่อนผันตามเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541  หรือ


2.) ผู้ที่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในบริเวณพื้นที่สงวนหวงห้ามนั้นเพื่อตนเอง

ก่อนมีคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 โดยไม่มีลักษณะที่เข้าข่ายเป็นนายทุน


พ.ต.อ. ทวี ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว มีประชาชนถึง 353 คน ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดี ทั้งที่อยู่ในระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติ ครม. ที่ผ่านมา ข้าราชการไม่ได้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์ตามเวลาที่ควรจะเป็น ทำให้ประชาชนต้องรอความยุติธรรมมานานกว่า 20 ปี


"หลักการพื้นฐานที่สำคัญคือ ประชาชนที่อยู่ก่อนการประกาศเขตห้าม ควรได้รับการพิสูจน์สิทธิ์โดยรวดเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้รอความยุติธรรมที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด"


[กฎหมายเพื่อสิทธิชุมชน ไม่ใช่ส่งเสริมทุน]


พ.ต.อ. ทวี ยืนยันในเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ไม่ได้มาเพื่อส่งเสริมให้นายทุนบุกรุกป่า แต่มาเพื่อ คุ้มครองสิทธิชุมชน ของผู้ที่อยู่มาก่อนอย่างชอบธรรม โดยเฉพาะกรณีที่ป่าเกิดขึ้นจากฝีมือชาวบ้านปลูกเอง หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ จะเป็นทางที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนที่ถูกตัดสินจำคุกให้ได้สิทธิ์คืน


"เราเอาตามเกณฑ์ที่รัฐบาลให้สิทธิ์ไว้เดิม ไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาถูกจับเพราะมติ ครม. ไม่ใช่ตัวกฎหมาย เมื่อไปถึงศาลก็ต้องมาติดคุก แต่ถ้ากฎหมายนี้ออก จะถือเป็นทางที่อำนวยความยุติธรรมให้ เราต้องให้ความสำคัญความเป็นคน เป็นมนุษย์ เพราะทุกคนควรจะได้รับการคุ้มครองว่าประเทศใดก็ตามหากไม่สามารถปฏิรูปร่วมกันโดยใช้ที่ดินหรือความยุติธรรมได้ ประเทศนั้นจะมีแต่ความขัดแย้งและความเจริญจะไม่มีครับ"


การลงพื้นที่รับฟังความเห็นในครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนเพื่อนำไปปรับปรุงร่างกฎหมายให้เกิดความยุติธรรมสูงสุดก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีกำหนดการประชุมอีกครั้ง ในวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ CA 308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ